วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

เสวนาโครงการ หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน

เสวนาโครงการ  หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน

ณ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันที่ 24 สิงหาคม  พ.ศ.2556



พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


 
รศ.ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล
        วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2556 เวลา 12.30-16.30 พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้จัดงานเสวนาโครงการ "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน" โดยมีประธานในการเปิดงานเสวนาในครั้งนี้คือ รศ.ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล  และ วิทยากร คือ   คุณวิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์  หัวหน้าหอจดหมายเหตุศิริราชพยาบาล และคุณพิมพ์ฤทัย ชูแสงศรี  บรรณาธิการบริหารนิตยสารลิซ่า และได้รับฟังดนตรีไทยจาก มหาวิทยาลัยศิลปกร  มาบรรเลง บทเพลงพระราชนิพนธ์ ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนเข้ารับฟังการเสนวนา   ในหัวข้อ "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน

                                       คุณวิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์                   คุณพิมพ์ฤทัย ชูแสงศรี  

 บทบาทของสตรีในยุคสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังไม่ได้ มีการยอมรับจากสังคมมากนัก บทบาทหรือสิทธิต่างๆ จะตกเป็นของผู้ชาย  สตรีมีหน้าที่เพียงแค่ เป็นแม่บ้าน ดูแลบุตร และ สามี เท่านั้น แต่บทบาททางสังคมหรือ หน้าที่การงานจะเป็น ของ ผู้ชายทั้งหมด  เปรียบเสมือน ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง    


ในยุคปัจุบัน แฟชั่นปรับเปลี่ยน ความคิด ค่านิยมของคนในสังคม และเป็นเครื่องกำหนด ฐานะทางสังคมไปโดยปริยาย  เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป เทคโนโลยี ต่างๆ ช่วยให้ การดำเนินชีวิตเป็นเรื่องง่าย  สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  คำว่าแฟชั่น ไม่มีในความคิดของสตรีเลย การแต่งกาย หรือ การกระทำต่างๆ จะเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด  แต่ในปัจุบัน แฟชั่น การแต่งกาย เป็นเครื่อง เสริมสร้างความมั่นใจ ให้กับสตรี เป็นอย่างมาก 


    



 ปัจุบันผู้หญิงเทียบเท่ากับผู้ชายอีกทั้งยัง ได้รับการยอมรับ ทางสังคมอย่างกว้างขวาง และยังสามารถ พัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ให้ล้ำหน้ากว่าผู้ชาย  บทบาทจากเดิมที่เคยมองว่า สตรีเป็นเพศที่อ่อนแอ ถูกลบเลือนไป   เพราะเกิดการยอมรับในความเป็นสตรียุคใหม่ ที่แข็งแกร่งต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลง  ของสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง








ขอบคุณข้อมูลจาก
                                          พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

การเข้ามาขยายอิทธิพลในเอเชีย ของฮอลันดา


ฮอลันดา

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป ประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 เนเธอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน และมีสันติภาพยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลา 250 ปี ต่อมา เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลง ชนเผ่าเยอรมันนิกและเคลติก ได้เข้าไปครอบครองพื้นที่แถบนั้น
ในช่วงปี พ.ศ. 1906 – 2025 เนเธอร์แลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของดยุคแห่งเบอร์กันดี และในศตวรรษที่ 16 เนเธอร์แลนด์ถูกปกครองโดยสเปน ต่อมาเจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์และขุนนางจำนวนหนึ่ง ได้ก่อการปฏิวัติต่อสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนเนเธอร์แลนด์และได้สถาปนาสาธารณรัฐดัตช์และ สามารถนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ได้ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2191 (ค.ศ. 1648) จึงได้มีการลงนามในสนธิสัญญามุนสเตอร์ เพื่อสงบศึกระหว่างเนเธอร์แลนด์และสเปน ซึ่งดำเนินมาถึง 80 ปี และถือเป็นการประกาศเอกราชของเนเธอร์แลนด์ด้วย
หลังจากได้ประกาศเอกราชจากจักรวรรดิสเปน ชาวดัตช์ได้ร่วมกันฟื้นฟูประเทศจนในที่สุดได้เข้ามาสู่ยุคทอง เช่นเดียวกับ สเปน โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจทาง ทะเลในการแสวงหาโอกาสทางการค้าในดินแดนต่างๆ ของโลก เนเธอร์แลนด์เป็นมหาอำนาจทางทะเลและเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรปในเวลานั้น และกรุงอัมสเตอร์ดัมก็ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรป จนมีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนถือให้เนเธอแลนด์เป็นประเทศระบอบทุนนิยมประเทศแรกของโลก
ภูมิศาสตร์ของฮอลันดา
สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบกว้างใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่เคยเป็นน้ำทะเลมาก่อนดังนั้นประเทศนี้จึงอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล มีเพียงทางตะวันออกเฉียงใต้ในเขตลิมเบิร์ก เท่านั้นสามารถพบเห็นเนินเขาได้ แม่น้ำไรน์ที่ไหลมาจากเยอรมนี เป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ เนื่องจากเป็นประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเลจึงทำให้ต้องสร้างเขื่อน เพื่อไม่ให้นำทะเลไหลท่วมได้ เนื่องจากเนเธอร์แลนด์มีที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลเหนือ จึงได้รับอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นด้วย ทำให้ภูมิอากาศของประเทศอบอุ่นกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป และมีฝนตกชุกในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง มากถึง 700 มิลลิเมตรต่อปี
การเข้ามาของฮอลันดาในเอเชีย


ฮอลันดาเป็นชาติที่มีความสามารถมากในการต่อเรือและการเดินเรือ ฮอลันดาซึ่งเดิมอยู่ใต้อำนาจของสเปน สามารถปลดแอกจากสเปนได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๑ จึงได้ทำการค้ากับประเทศต่างๆ ในยุโรปเหนือ โดยผ่านเมืองลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส จนกระทั่งเมื่อสเปนและโปรตุเกสประกาศว่าไม่ยอมให้ฮอลันดาทำการค้าขายด้วย ทำให้ฮอลันดาต้องเปลี่ยนทิศทางมายังหมู่เกาะเครื่องเทศ โดยมีจุดประสงค์ที่จะทำการค้าเครื่องเทศกับภูมิภาคเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ไม่คิดที่จะทำการเผยแผ่คริสต์คาสนาเช่นเดียวกับสเปนและโปรตุเกส ฮอลันดาสนใจทางการค้ามากกว่าการเข้าปกครองดินแดนนั้น ๆ ฮอลันดามีบริษัทการค้ามากมายและ ใน พ.ศ. ๒๑๔๕ บริษัทการค้าของฮอลันดาประมาณ ๕๐ บริษัท ได้รวมตัวกันจัดตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบบอาณานิคมสมัยใหม่ที่อาศัยการค้าเป็นสำคัญ บริษัทเหล่านี้เป็นกึ่งราชการ มีอำนาจทางการค้า การเมือง การปกครอง การตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่างๆ ตลอดจนการทำสงครามและการทำสนธิสัญญา มีการสร้างป้อมปราการและมีกองทหารประจำบริษัท บริษัทของออลันดาได้เปรียบกว่าบริษัทของชาติคู่แข่งในเวลานั้น พ.ศ. ๒๑๖๒ ฮอลันดาได้ครอบครองเมืองปัตตาเวีย (เมืองจาร์กาตาในปัจจุบัน) ในเกาะชวา และใน พ.ศ. ๒๑๘๔ ได้เข้ายึดมะละกาของโปรตุเกส ต่อมาได้ขยายสถานีการค้าไปในเกาะชวา สุมาตรา หมู่เกาะโมลุกกะ เกาะบอร์เนียว เซลีเบส ตลอดจนแหลมมลายู

การที่มีอำนาจผูกขาดในหมู่เกาะอินดีสตะวันออก ในขณะที่ชาวพื้นเมืองรบพุ่งกันอยู่ได้เปิดโอกาสให้ฮอลันดาเข้าแทรกแซงกิจการภายในและขยายอิทธิพลของตนได้สะดวกขึ้น ต่อมาบริษัทเสื่อมลงเนื่องจากเกินการฉ้อโกงในบริษัท เจ้าหน้าที่ของบริษัททำการค้าขายส่วนตัวทำให้บริษัทขาดทุนและมีหนี้สินมาก รัฐบาลจึงยุบบริษัทและเข้าปกครองหมู่เกาะอินดีสตะวันออกโดยตรง
สาเหตุที่ทำให้อำนาจทางการค้าของฮอลันดาเสื่อม  มีดังนี้

     1. การเข้ามาขยายอิทธิพลของอังกฤษ

               ในปี ค.ศ.1818 เซอร์ แสตมฟอร์ดแรฟเฟิล ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลอังกฤษให้เป็นผู้ว่าการอาณานิคมของอังกฤษในเบนคูเลน แต่เนื่องจากบริเวณนี้ฮอลันดาผูกขาดทางการค้าอยู่ เซอร์แรฟเฟิลจึงคิดหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อจัดตั้งสถานีการค้าแห่งใหม่และเพื่อคานอำนาจของฮอลันดา เขาได้ออกสำรวจและเดินทางถึงสิงคโปร์ในวันที่ 29 มกราคม 1819 เซอร์แรฟเฟิลพบว่าสิงคโปร์มีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมจะเป็นศูนย์กลางการค้าของอังกฤษในภูมิภาคนี

2. ความเสื่อมของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา


            การแข่งขันทางด้านการค้าในยุโรป การขยายการค้าเกินกำลัง V.O.C. ขยายตัวทางการค้าเข้าไปใน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ทำให้มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การค้าในจีนขาดทุ่น ประกอบกับสินค้าเครื่องเทศลดความนิยมลง ความต้องการสิ่งทอ จากอินเดีย และ ใบชาจากจีนเพิ่มขึ้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชชนิดใหม่เช่นชา กาแฟ แทนการปลูกเครื่องเทศในหมู่เกาะชวา ตั่งแต่บันทัมถึงมาธะรัม จำกัดการเพาะปลูกเครื่องเทศให้น้อยลง คือ ให้ปลูกได้ครอบครัวละไม่เกิน ๕ ต้น ใครปลูกมากจะถูกจำคุก (ศิวพร ชัยประสิทธิกุล, ผศ., ๒๕๓๐ : ๘๐) แต่ก็ไม่สามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทได้
                การผูกขาดการค้า ดัชไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ ไม่สนใจสวัสดิการของชาวพื้นเมือง เอารัดเอาเปรียบชาวพื้นเมือง ให้ค่าจ้างแรงงานพื้นเมืองถูก ให้ราคาสินค้าต่ำ ขายสิ้นค้าอุปโภคบริโภคให้ชาวพื้นเมืองแพงการผูกขาดทางการค้าไม่ได้ผลเท่า ที่ควรเนื่องจากมีอังกฤษและพ่อค้าชาวอาหรับเป็นคู่แข่ง อังกฤษและฝรั่งเศสหันมาส่งเสริมคนพื้นเมืองในอาณานิคมของตน เพาะปลุกค้าขายแข่งกับฮอลันดา ทำให้รายได้ของฮอลันดาลดลง ผลจากควบคุมการผลิตไม่ให้ผลผลิตมากเกินไป สิ้นค้าเครื่องเทศลดความนิยมลง การผลิตต้องถูกควบคุมโดย V.O.C. กดราคาสินค้าให้ต่ำ คนพื้นเมืองไม่พอใจต่อการบังคับการเพาะปลูก ต้องทำงานหนัก ไม่มีเสรีภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงเกิดการก่อกบฏ อีกทั้งเกิดปัญหาโจรสลัด และการลักลอบขายสินค้า ดัชต้องเสียเงินอย่างมากในการปราบปราม

   3. การถูกฝรั่งเศสขัดขวาง

      เช่น ในปี ค.ศ.  ๑๖๘๕ ฟอลคอนไม่ยอมให้ชาวฮอลันดาสร้างสถานีการค้าเป็นตึกที่นครศรีธรรมราช แต่ยอมให้สร้างด้วยไม้เป็นการชั่วคราว จากอุปสรรคประการต่างๆ ที่ขัดขวางการค้าขายของฮอลันดา ทำให้ฮอลันดาค่อยๆ ถอนตัวทางการค้าในประเทศสยามตั้งแต่นั้นมา   การค้าของฮอลันดาก็เสื่อมโทรมลงตามลำดับ จนกระทั่งอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ค.ศ. ๑๗๖๗ เป็นเหตุให้การค้ากับชาวตะวันตกได้ยุติลงโดยสิ้นเชิง 
 4. การปฏิวัติอุตสาหกรรม

        ความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจของฮอลันดาได้สิ้นสุดลงในระหว่างศตวรรษที่ ๑๘ ทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ  อาจเป็นเพราะความก้าวหน้าที่ดําเนินมานั้นได้หยุดชะงักลง หรือเสื่อมทรุดลง  แต่ว่าส่วนใหญ่คงเนื่องมาจากประเทศอื่นพัฒนารุดหน้าตามมาทันโดยเลียนแบบทางเทคนิคด้านต่างๆ แล้วในที่สุดก็เลิกซื้อสินค้า  เลิกใช้บริการ เลิกใช้เรือ  หรือเงินทุนของฮอลันดา  จุดอ่อนอันสําคัญของฮอลันดาซึ่งไม่มีวัตถุดิบที่หาได้ภายในประเทศได้ทําให้ฮอลันดาไม่สามารถที่จะดํารงฐานะเป็นผู้ผลิตสินค้าใดๆ ได้เป็นการถาวรตลอดไป  การที่ต้องอาศัยสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อแปรสภาพแล้วส่งออกไปจําหน่ายอีกนั้น ทําให้ฐานะทางเศรษฐกิจของฮอลันดาไม่มั่นคงแน่นอนและตกอยู่ในฐานะลําบาก  เมื่อประเทศที่เคยส่งวัตถุดิบให้ หรือที่เคยซื้อสินค้าจากฮอลันดากลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมมีฐานะเข้มแข็งขึ้น  หรือประเทศดังกล่าวกลายเป็นศัตรูทางการเมืองกับฮอลันดา  หนึ่ง ในด้านการต่อเรือและการเดินเรือ  ประเทศอื่นก็มีความรู๎ความสามารถขึ้น  และในด้านการเงินการธนาคาร  ชาวฮอลันดาก็ไม่อาจทําการผูกขาดได้เช่นแต่ก่อน  บุคคลที่เคยอาศัยชาวฮอลันดาเป็นคนกลาง  ก็สามารถทําการติดต่อกันได้โดยตรง  ในที่สุดฐานะของฮอลันดาที่เคยได้เปรียบชาติอื่นในด้านต่างๆ ก็เริ่มลดลงและความได้เปรียบดังกล่าวก็เริ่มหลุดลอยไปทีละอย่างสองอย่าง  อีกประการหนึ่ง ความผิดพลาดอย่างฉกรรจ์บางอย่างของฮอลันดา  และการที่มีแนวความคิดหรือทรรศนะตายตัว  โดยไม่ยอมปรับเปลี่ยนตนให้ทันต่อการเปลี่ยนผันของโลก เป็นส่วนสำคัญทำให้อำนาจฮอลันดาเสื่อมลง







ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://th.wikipedia.org/wiki  . ประเทศเนเธอร์แลนด์